วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การเตรียมการรับมือกับภัยธรรมชาติ

ผู้แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)
นางสาวปนัสยา  เสียงก้อง
ตำแหน่ง : นักวิชาการคลัง

คุณลิขิต (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)
นางสาวศศิธร  ตันติพงศ์ 
ตำแหน่ง : นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
ความรู้เกี่ยวกับ  : การเตรียมการรับมือกับภัยธรรมชาติ
หน่วยงาน : กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร


การเตรียมการรับมือกับภัยธรรมชาติ
ภัยจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ น้ำท่วม ไฟป่า พายุ หรือโรคระบาด เป็นสิ่ง
ที่มนุษย์เราต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งภัยคุกครามจากผู้ก่อการร้าย เช่น ระเบิดพลีชีพ ตึกถล่ม อาวุธเคมี อาวุธเชื้อโรค อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ โดยไม่เลือก วัน เวลา สถานที่ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นในแต่ละครั้งยังผลเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราทำได้เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบานั่นคือการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติไว้ล่วงหน้า ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้วการเตรียมการรับมือภัยธรรมชาติและภัยจากผู้ก่อการร้ายจะไม่แตกต่างกันนัก เริ่มจาก
1. วางแผนสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในแต่ละประเภท
•ศึกษาลักษณะ ข้อควรปฏิบัติ และข้อหลีกเลี่ยง ของภัยพิบัติแต่ละประเภท ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดไฟป่า ควรสวมหน้ากากกันควันไฟและอพยพไปในทิศเหนือลม หรือ เมื่อเกิดพายุ ควรอยู่ห่างจากหน้าต่างหรือหนีหลบลงไปห้องใต้ดิน เป็นต้น
•ให้ความรู้แก่ เพื่อน ญาติพี่น้อง ครอบครัว
•เตรียมพร้อมประเมินสถานการณ์ เพื่อตัดสินใจที่จะอพยพหรืออยู่หลบภัยในที่พัก
•ในบางสถานการณ์ การอยู่หลบภัยในที่พักจะปลอดภัยกว่า เช่น เมื่อเกิดพายุหรืออากาศภายนอกเป็นพิษ ให้พิจารณาเลือกห้องภายในตัวอาคารที่มั่นคงแข็งแรง ปิดมิดชิด มีเสบียงเพียงพอ
•ในกรณีที่ต้องอพยพ ให้กำหนดจุดนัดพบไว้หลายแห่ง ทั้งในระยะใกล้ที่สามารถเดินไปได้ จนถึงระยะไกล โดยกำหนดไว้ในทุกทิศทาง คือ เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก สำหรับคนที่มีรถยนต์ ควรเติมน้ำมันให้เหลืออย่างน้อยครึ่งถังอยู่เสมอ
•วางแผนที่จะติดต่อสื่อสารถึง เพื่อน ญาติพี่น้อง หรือครอบครัว เผื่อไว้หลายๆ รูปแบบ    หากโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์มือถือใช้การไม่ได้ ก็อาจใช้อีเมลแทน อนึ่งการติดต่อข้ามเมืองอาจทำได้สะดวกกว่าการติดต่อในเมืองที่พักอยู่เพราะอาจไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
•ควรวางแผนเผื่อไว้ กรณีเกิดเหตุการณ์ขณะที่อยู่ที่สถานศึกษาหรือที่ทำงาน
•หมั่นซักซ้อมและปรับปรุงแผนที่วางไว้อยู่เสมอ
 2. เตรียมรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในกรณีฉุกเฉิน
•เอกสารสำคัญประจำตัว เช่น หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ บัตรประกันสุขภาพ และอื่นๆ
ควรเก็บไว้ในถุงพลาสติกหรือแฟ้มที่กันน้ำได้
•อุปกรณ์กรองอากาศ เช่น หน้ากากกันแก๊สพิษหรือเชื้อโรค
•น้ำสะอาดสำหรับใช้ดื่ม อย่างน้อย 3 วัน
•อาหารแห้ง สำเร็จรูป เครื่องกระป๋อง ให้เพียงพอ อย่างน้อย 3 วัน
•เครื่องนุ่งห่ม เสื้อกันฝน เสื้อกันหนาว ถุงมือ ถุงนอน
•ไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉายสำรอง
•วิทยุที่ใช้ถ่านไฟฉาย
•เงินสด หรือเช็คเดินทาง
•ผ้าพันแผล ยาฆ่าเชื้อโรค ยารักษาโรคทั่วไป ยาประจำตัว
•ไม้ขีดไฟแบบกันน้ำ
•เข็มทิศ
•นกหวีด สำหรับเป่าเรียกความช่วยเหลือ
•รองเท้าที่คงทนและสวมใส่สบาย
•กระดาษชำระ

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)



ความรู้ที่แบ่งปัน  :  กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
ผู้แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)
นางสาวพิชญาภา  ภมรมานพ >>>>>
ตำแหน่ง : นิติกร

คุณลิขิต (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)
นางสาวศิริพร  บานใจ >>>>>
ตำแหน่ง : นิติกร

หน่วยงาน   สำนักกฎหมาย
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 84 (4) บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ คือ จัดให้มีการออมเพื่อดำรงชีพในยามชราภาพแก่ประชาชนให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในวัยชราและเป็นการสร้างวินัยการออมให้แก่ประชาชนในวัยทำงาน จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ขึ้น
1. ผู้มีสิทธิสมัครสมาชิก กอช. บุคคลผู้มีสิทธิสมัครสมาชิก
กอช. จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งมีอายุระหว่าง 15 ปี
บริบูรณ์ ถึงไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และจะต้องไม่เป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสมาชิกในระบบบำเหน็จบำนาญอื่นตามที่ประกาศไว้ในกฎกระทรวง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1 ปีแรกของการรับสมัครสมาชิก ได้เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป สามารถสมัครสมาชิกและส่งเงินสะสมเข้ากองทุนได้สูงสุดเป็นระยะเวลา 10 ปี รวมถึงบุคคลที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปด้วย
2. การสมัครเข้าเป็นสมาชิก กอช. บุคคลผู้มีสิทธิสามารถยื่นคำร้องสมัครสมาชิกผ่านทางธนาคารทั้ง 3 แห่ง ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนติดต่อได้ทุกสาขาของธนาคารดังกล่าวทั่วประเทศ
 
3. เกณฑ์การส่งเงินสะสมและการได้รับเงินสมทบ สมาชิกสามารถส่งเงินสะสมเข้ากองทุน กอช. ไม่ต่ำกว่า 50 บาท และไม่เกิน 1,100 บาท (สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี) ผ่านช่องทางธนาคารดังกล่าวข้างต้นโดยรัฐจะทำการสมทบเข้าให้สมาชิกตามสัดส่วน ดังนี้
3.1 สมาชิกมีอายุระหว่าง 15 – 30 ปี รัฐจะสมทบเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของเงินสะสม แต่ไม่เกินปีละ 600 บาท
3.2 สมาชิกมีอายุระหว่าง 30 – 50 ปี รัฐจะสมทบเป็นจำนวนร้อยละ 80 ของเงินสะสม แต่ไม่เกินปีละ 960 บาท
3.3 สมาชิกมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของเงินสะสม แต่ไม่เกินปีละ 1,200 บาท
 อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกเปลี่ยนงานและทำให้สมาชิกได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางรายได้
เพื่อการชราภาพตามกฎหมายที่รัฐหรือนายจ้างทำการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน หรืออยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญใดๆ สามารถคงเงินไว้ในกองทุน กอช. ได้และคงการเป็นสมาชิกภาพต่อไป โดยไม่ต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนและรัฐจะไม่สมทบให้เช่นกัน ทั้งนี้ รัฐบาลจะรับประกันให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินสะสมและเงินสมทบที่นำไปลงทุนไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน โดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป   โดยจะคำนวณเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำดังกล่าวในวันที่สิ้นสุดสมาชิกภาพเพราะอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือกรณีเสียชีวิต

4. เงื่อนไขการจ่ายเงินให้แก่สมาชิก กองทุนจะจ่ายเงินคืนให้แก่สมาชิกตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
 4.1 สมาชิกอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะได้รับบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าว จนกว่าจะเสียชีวิตและจะทำการคืนเงินให้แก่ทายาทผูู้มีสิทธิรับผลประโยชน์ของสมาชิก  หากมีเงินคงเหลือในบัญชีกองทุนของสมาชิกผู้นั้น
 4.2 สมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ สมาชิกจะขอรับเงินสะสม เงินสมทบ
และผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนก็ได้ โดยให้ขอรับเพียงครั้งเดียว ส่วนเงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสมทบจะจ่ายเป็นบำนาญให้แก่สมาชิก เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งหากสมาชิกได้มีการคงเงินไว้ในกองทุนทั้งหมดหรือบางส่วน ก็จะนำเงินที่คงไว้มาคำนวณเพื่อจ่ายบำนาญด้วย

4.3 สมาชิกลาออกจากกองทุนก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม
 4.4 สมาชิกเสียชีวิต กองทุนจะจ่ายเงินตามจำนวนที่คงเหลืออยู่ในบัญชีกองทุนของสมาชิกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์
ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนไม่น้อยที่ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายบำเหน็จบำนาญหรือกฎหมายประกันสังคมใดๆ ผู้แบ่งปันจึงใคร่ขอประชาสัมพันธ์ให้กับบุคคลากรซึ่งมีบุตรหลานหรือญาติมิตรที่ประกอบอาชีพดังกล่าว ให้ทำการสมัครสมาชิกกองทุนและเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมวินัยการออมเงินเพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุอีกด้วย


วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีการจัดการเวลา

แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)
นางสาวศุภลักษณ์  มูลสมบัติ  >>>>>
ตำแหน่ง :  นักวิชาการคลังปฏิบัติการ
คุณลิขิต (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)
นางนภัทร  จันทราวดี  >>>>>
ตำแหน่ง : เจ้าพนักงานการคลังชำนาญงาน
ความรู้เกี่ยวกับ  :วิธีการจัดการเวลา

การบริหารเวลา คือ การรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานอย่างถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักบริหารเท่านั้นที่จะสามารถบริหารเวลา ทุกคนก็สามารถทำได้เพียงแต่ต้องรู้จักที่จะแบ่งเวลา โดยจัดสรรเวลา    ของตนเองให้ถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นทุกนาทีอย่าปล่อยไปโดยเปล่า

ประโยชน์ ลองมาจัดสรรเวลาด้วยวิธีการจัดการเวลา ดังนี้
1.ควรตั้งนาฬิกาในตำแหน่งที่มองเห็นง่าย เช่น วางบนโต๊ะหรือติดกำแพงด้านที่เรานั่งหันไปหา เพื่อให้มองเห็นเวลาได้ชัดเจน และจัดการกับเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม รวมถึงหัดสวมนาฬิกาติดตัวไว้ด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อดูเวลาอย่างเดียว การให้ความสำคัญกับเรื่องเวลายังช่วยให้มีความรับผิดชอบตรงต่อเวลาขึ้นด้วย
2.จัดลำดับความสำคัญของงานให้ถูก งานไหนส่งก่อน งานไหนส่งทีหลัง แยกความสำคัญให้ออก ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น และไม่เครียดด้วย
3.จำเดดไลน์ให้ขึ้นใจ เมื่อรู้กำหนดเวลาส่งงานแล้ว ควรจำให้ได้ว่าชิ้นไหนส่งเมื่อไหร่ จะได้ไม่เป็นดินพอกหางหมูและไม่ลนตอนก่อนส่ง เผื่ออาทิตย์ไหนมีกิจกรรมเสริมจะได้จัดการเวลาทำงานให้ดีขึ้น ถ้าจำไม่ได้ให้จดไว้
4.ใช้มือถือในทางที่เป็นประโยชน์ ลองเปลี่ยนแนวจากเล่นเกมส์เป็นหลักมาใช้ในทางที่มีประโยชน์บ้าง เช่น หาแอพฯ เรียนภาษาอังกฤษดีๆ หรือใช้แอพฯ ช่วยจัดการเวลาก็ได้ เช่น แอพฯ สมุดจดบันทึก ออกาไนเซอร์ ปฏิทินจดงานน่ารักๆ จะได้ไม่พลาดงานสำคัญ
5.หักห้ามใจเรื่องการเล่นโซเชียลมีเดียบ้าง หากโซเชียลมีเดียที่ว่าเล่นเพื่อความบันเทิงล้วน ๆ ลองหักห้ามใจ ลด ละ เลิกบ้าง เพราะสื่อพวกนี้กินเวลาชีวิตเราไปมหาศาล ถ้ามันยากจริง ๆ ลองค่อย ๆ ลดเวลาเล่นลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีสมาธิพอที่จะไม่สนใจ รับรองว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่ๆ
6.กำหนดแผนงาน To-Do-List ในแต่ละวัน เขียนสิ่งที่ต้องทำในบันทึก พร้อมกับจัดสรรเวลาแล้วก็จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมไปด้วย และระบุเวลาไปว่าจะทำอะไร เท่าไหร่ อาจจะเป็นในช่วงแรก ๆ ของคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการบริหารเวลา แต่ถ้าใครที่คุ้นเคยแล้วอาจจะไม่ต้องบันทึกก็ได้ แต่ถ้างานเยอะมากก็น่าจะบันทึกว่าวันนี้เราจะต้องทำอะไรบ้าง จะช่วยให้เราทำงานในเวลาที่มีจำกัดได้ดีขึ้น และเมื่อผ่านวันไปแล้วให้กลับมาเช็คด้วยว่าทำสำเร็จ  ตรงตามที่วางแผนหรือเปล่า หากวางแผนแล้วไม่เคยทำสำเร็จเลย ต้องลองพิจารณาตัวเองถึงสาเหตุที่ทำไม่ได้ตามแผน  เราขี้เกียจหรือแผนแน่นไป
7.ระหว่างทำงานพยายามเรียนรู้งานนั้นๆ ไปในตัว เผื่ออนาคตข้างหน้าที่งานแบบเดียวกันอีกจะได้คล่องขึ้น คล้าย ๆ กับการทำโจทย์เลขทำหลาย ๆ ข้อ เราจะชินและทำโจทย์ประเภทเดียวกันได้คล่องขึ้น
8.รู้ขีดความสามารถตัวเองและวางแผนให้เหมาะสม ต้องรู้แนวตัวเองก่อนว่าเราเป็นแบบไหน ทำงานเร็วหรือช้า ช่วงไหนมีสมาธิในการทำงานมากที่สุด สไตล์ใคร สไตล์มัน รู้จักตัวเองดีที่สุด
9.ทำงานด้วยความรอบคอบ จะได้ไม่เสียเวลาแก้งานเดิม เพราะทำงานผิด 1 ครั้งจะต้องเสียเวลาเพิ่มอีก1 เท่า
10.ลดจำนวนครั้งในการประชุม เรื่องประชุมนี่เป็นเรื่องที่จริง ๆ แล้วหลีกเลี่ยงยาก แล้วเป็นเรื่องที่บางครั้งเสียเวลามาก ถ้าประธานที่ประชุมไม่คุมเวลาให้ดีท่านที่เป็นหัวหน้างานต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ว่ามันไม่ได้กินเวลาเฉพาะของท่านมันกินเวลาผู้ร่วมประชุมของลูกน้องท่านด้วย ต้องพยายามใช้เวลาประชุมให้น้อยที่สุด แต่เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการประชุมต้องไม่เอามาพูด
11.ออกจากบ้านให้เช้าขึ้น จะทำให้เรามีเวลาที่จะเตรียมการอะไรได้ดี มีสมาธิที่จะทำอะไรได้ดีขึ้น แล้วก็ได้เวลาที่ทำงานมากขึ้นด้วย
12.จำกัดเวลาหากมีกิจกรรมเพิ่มเติมจากแผนที่วางไว้ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาอื่น ๆ เช่น มีธุระต้องไปซื้อของ ต้องกำหนดเวลาเลือกซื้อของเฉพาะที่จำเป็น  เพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ล้มเหลว
13.จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ ความเป็นระเบียบมีส่วนช่วยเรื่องเวลา ถ้าวางเอกสารถูกที่ถูกทาง แยกเป็นระเบียบ ก็ง่ายต่อการหยิบมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว รู้ว่าของอยู่ตรงตำแหน่งนี้หยิบปั๊บได้เลย
14.อย่ามองข้ามเศษเวลา หมายถึง ช่วงเวลาที่เหลือเป็นระยะเวลาสั้น ๆ 3 นาที 5 นาที 15 นาที เช่นทานข้าวกลางวันเสร็จเร็ว เหลืออีก 10 นาที ลองเอาเวลาเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ดู เช่น หยิบงานชิ้นต่อไปมาทำก่อนเวลาเข้าทำงาน

วิทยากรมือใหม่โครงการระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ


 
ผู้แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)
นางสาวอนินทิศา  ไทยบัณฑิตย์
ตำแหน่ง  :  นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ
คุณลิขิต  (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)
นายกิติคุณ  จงเสรีกิจ
ตำแหน่ง  :  นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ
ความรู้เกี่ยวกับ  :   วิทยากรมือใหม่โครงการระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ

ทุกคนคงเคยเข้ารับการอบรมหรือสัมมนา และแน่นอนในการอบรมหรือสัมมนานั้น คนสำคัญที่สุดในห้องอบรม ก็คือ วิทยากรนั่นเอง เป็นบุคคลที่กุมชะตาชีวิตของผู้เข้ารับการอบรมเอาไว้ ทำไมนะเหรอ เพราะวิทยากรสามารถทำให้  ผู้เข้ารับการอบรมรู้สึกสุข สนุก เศร้า เบื่อ และง่วงนอน ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถและความเชี่ยวชาญส่วนบุคคลของวิทยากร ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมวิทยากรมืออาชีพจึงไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ นั่นก็เพราะวิทยากรต้องทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้ตามเนื้อหาที่บรรยายอย่างไม่น่าเบื่อ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่วิทยากรนอกจากจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะบรรยายอย่างถ่องแท้แล้ว ที่สำคัญจะต้องมีทักษะในการสื่อสารอย่างดีเยี่ยม และที่ขาดไม่ได้คือ มนุษยสัมพันธ์   ที่ดี วิทยากรมืออาชีพจึงต้องมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง
และวันหนึ่งภาระอันยิ่งใหญ่กับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งก็มาเยือน เมื่อเราได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งของทีมวิทยากรสำหรับการฝึกอบรม

โครงการระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ซึ่งมีทั้งการบรรยายและฝึกปฏิบัติระบบงานคอมพิวเตอร์ ช่วงแรกให้ฝึกโดยการเป็นผู้ช่วยวิทยากรไปก่อน แต่ผู้ช่วยก็คือผู้ช่วยแหละนะ ถึงจะช่วยได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังไม่ค่อยเป็นอะไร หากแต่เมื่อต้องเป็นวิทยากร นั่นคือ นางเอกพระเอกของห้องอบรมที่ทุกคนจับจ้อง ไว้ใจ เชื่อใจ ดังนั้นเราจึงไม่รู้ไม่ได้ ถ้าวิทยากรตกม้าตายการอบรมก็ไปไม่รอด สิ่งที่ต้องทำก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเพื่อให้ประสบผลสำเร็จในการเป็นวิทยากรมือใหม่
1.วิเคราะห์ตนเองว่ามีความรู้ในหัวข้อที่ได้รับมอบหมายเพียงพอหรือยัง หากพบว่ายัง ต้องหาความรู้เพิ่มเติม อาจจะเป็นเอกสารหรือผู้รู้ในทีมงาน การสืบค้นข้อมูลจาก Internet 
2.ทำความเข้าใจกับวัตถุประสงค์ และเนื้อหาของหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย ต้องเข้าใจให้ชัดเจนในทุกประเด็น
3.ศึกษาข้อมูลของผู้เข้ารับการอบรม เป็นกลุ่มใด หรือเป็นใคร เพื่อจะได้เน้นความรู้ได้ชัดเจนขึ้น
4.จัดทำและเตรียมข้อมูล/สื่อประกอบการอบรม โดยจัดทำ PowerPoint ให้ชัดเจน เข้าใจง่าย สอดคล้องกับเนื้อหา
5.ซักซ้อมขั้นตอนกระบวนการนำเสนอให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน จะทำให้ไม่เกิดการติดขัด เนื่องจากโจทย์ที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติต่อเนื่องจากหัวข้อบรรยายที่ต่อเนื่องกัน เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการเชื่อมโยงระบบงานทั้งหมด (ควรฝึกซ้ำหลายๆ รอบ)
6.ซักซ้อมพูดคุยและสร้างความเข้าใจกับวิทยากรผู้ช่วยให้ชัดเจน
7.ต้องไปถึงสถานที่อบรมก่อนเวลา เพื่อทดลองใช้อุปกรณ์ในห้องอบรมให้ใช้งานได้อย่างไม่ติดขัด
8.สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่ชื่นชอบการพูดต่อหน้าสาธารณชน นั่นคือ ต้องมั่นใจในตัวเอง ซึ่งหากเราเตรียมตัวมาพร้อมจะมีความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว ต่อมาก็เสื้อผ้า หน้า ผม จัดให้พอเหมาะ เยอะไปก็ไม่ดี แต่หากยังรู้สึกตื่นเต้น การทำสมาธิก็สามารถช่วยได้อย่างดี
หลังจากการเป็นวิทยากรมือใหม่ (ครั้งแรก) ผ่านไป ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าจะทำอะไร หากมีการเตรียมตัวให้พร้อม     จะสามารถช่วยลดความผิดพลาด และความตื่นเต้นลงได้ รวมถึงการตั้งใจฝึกซ้อมก็สามารถใช้ทดแทนพรสวรรค์ที่ไม่ได้มีกันทุกคนได้ ที่สำคัญรอยยิ้มก็ช่วยคุณได้เช่นกัน ทุกคนชอบให้คนยิ้มให้มากกว่าตีหน้าขรึมหรือทำหน้าบึ้งใส่แน่นอน ส่วนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็ใช้เป็นข้อมูลนำมาปรับปรุงสำหรับการบรรยายในครั้งต่อไป เก็บสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เผื่อว่าสักวันจะได้เป็นวิทยากรมืออาชีพกับเขาบ้าง

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สร้างความสำเร็จในการทำงาน...ด้วยตัวคุณเอง

ผู้แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)
นางสาวทัศนีย์วรรณ  สารมะโน >>>>>
ตำแหน่ง :  นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ

พักเบรกปันความรู้ของกองแผนงาน

คุณลิขิต (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)
นางสาวศุภมาส  ยั่งยืน >>>>>
ตำแหน่ง : นักวิชาการคลังปฏิบัติการ

ความรู้ที่แบ่งปัน  :  สร้างความสำเร็จในการทำงาน...ด้วยตัวคุณเอง
เชื่อว่าเมื่อคนทุกคนก้าวเข้าสู่ช่วงวัยของการทำงานแล้ว..แต่ละคนย่อมมีความต้องการและความคาดหวังให้งานของตนประสบผลสำเร็จ โดยจะมีแนวทางและวิธีการในการสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงานที่แตกต่างกันไป บางคนชอบเอาใจและหาวิธีการต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจจากหัวหน้างาน เพราะคิดว่าหัวหน้างานสามารถสนับสนุนความสำเร็จที่เกิดขึ้นให้กับตนเองได้ แต่บางคนประสบความสำเร็จได้จากการสนับสนุนของทีมงานโดยพยายามทำทุกวิถีทางให้สมาชิกในทีมรักใคร่.. เพื่อว่าจะได้สนับสนุนให้ตนเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตามที่มุ่งหวังไว้ สำหรับบางคนเชื่อไสยศาสตร์ อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย… และก็ยังมีอีกหลายต่อหลายคนที่มีความต้องการและความมุ่งหวังที่จะให้หน้าที่การงานของตนประสบความสำเร็จด้วยความสามารถและฝีมือของตัวเอง ความสำเร็จด้วยฝีมือของเราเองจะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ดังนั้นในส่วนนี้จึงขอนำเสนอเทคนิคและวิธีการเพื่อการสร้างความสำเร็จในการทำงานด้วยตัวคุณเองตามหลักการง่าย ๆ ของ “ D-E-V-E-L-O-P” ดังนี้
D Development ไม่หยุดยั้งการพัฒนา
E Endurance มุ่งเน้นความอดทน
V Versatile หลากหลายความสามารถ
E Energetic กระตือรือร้นอยู่เสมอ
L Love รักงานที่ทำ
O Organizing จัดการเป็นเลิศ
P Positive Thinking คิดแต่ทางบวก

Development : ไม่หยุดยั้งการพัฒนา
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้จะต้องเป็นคนที่มีหัวใจของการพัฒนาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิกลักษณะ พฤติกรรม หรือแม้แต่วิธีการทำงาน โดยต้องเป็นผู้ที่มีการสำรวจและประเมินความสามารถของตนเองอยู่ตลอดเวลา คอยตรวจสอบว่าเรามีจุดแข็งและจุดบกพร่องในด้านใดบ้างและพยายามที่จะหาทางพัฒนาจุดแข็งและปรับปรุงจุดบกพร่องของตนให้ดีขึ้น เช่น ถ้าไม่เก่งภาษาอังกฤษ...ซึ่งจำเป็นต้องนำมาใช้ในการทำงาน... ก็ควรขวนขวายหาโอกาสที่จะเรียนเพิ่มเติมนอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับวิธีการหรือขั้นตอนการทำงานแบบเดิมๆ โดยควรจะหาเทคนิคและแนวทางใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการทำงานของตนเองให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่เสมอ

Endurance : มุ่งเน้นความอดทน
ความอดทนเป็นพลังของความสำเร็จ… อดทนต่อคำพูด อดทนต่อพฤติกรรมการดูหมิ่นหรือสบประมาท อดทนต่อความเครียดในการทำงาน… คนบางคนลาออกจากที่ทำงานเพราะเจอหัวหน้างานพูดจารุนแรง หรือเพียงแค่ถูกต่อว่าต่อหน้าที่ประชุมเท่านั้น… คุณรู้ไหมว่าการลาออกจากงานบ่อยๆ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเวลาคุณไปสมัครงานที่ไหนเค้าอาจจะมองว่าคุณเป็นคนไม่มีความอดทนเลยก็เป็นได้ (เสียประวัติการทำงานของคุณเอง) หากคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายหรือไม่ปรารถนา ขอเพียงแต่ให้คุณมีความอดทนและอดกลั้นเข้าไว้ แล้วคุณจะสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ

Versatile : หลากหลายความสามารถ
หลาย ๆ องค์กรย่อมต้องการคนที่มีความรู้ และความสามารถให้เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น… ขอให้ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท คุณอยากได้คนที่สามารถทำงานได้หลายๆ อย่าง หรือ ทำได้เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง… แน่นอนคุณคงต้องการได้คนที่มีความสามารถทำงานได้หลากหลาย ไม่ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงงานที่ได้รับมอบหมายพิเศษ… ซึ่งบางคนที่หลีกเลี่ยงงาน กลัวว่าจะต้องทำงานมากกว่าคนอื่น ไม่อยากให้ใครเอาเปรียบ ไม่เคยอาสาที่จะทำงานนอกเหนือจากงานที่รับผิดชอบ… แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีทางที่จะได้รับความก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้เลย… ดีไม่ดีกลุ่มคนเหล่านี้อาจจะเป็นกลุ่มคนแรกที่ถูกพิจารณาให้ Lay Off ก่อนก็เป็นได้ (หากองค์กรต้องเผชิญกับสภาวะการเงินที่ถดถอย)

Energetic : กระตือรือร้นอยู่เสมอ
ความสำเร็จต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ถ้าคุณมีความกระตือรือร้น และมีความตื่นตัวที่จะแสวงความรู้ใหม่ๆ การรับฟังข้อมูลข่าวสารปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้ประสบผลสำเร็จ โดยส่วนใหญ่คนที่มีความกระตือรือร้นจะเป็นคนที่ชอบลองผิดลองถูก มาทำงานก่อนเวลาเสมอเพื่อหาโอกาสค้นคว้าข้อมูลและหาความรู้เพิ่มเติมพยายามที่จะให้งานเสร็จก่อนหรือตรงตามเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากคนที่ขาดความกระตือรือร้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่อยากให้วันทำงานมาถึง รอคอยเวลาเลิกงานหรือเสร็จสิ้นสัปดาห์การทำงาน ทำงานเฉื่อยไม่สนใจรับฟังข้อมูลข่าวสารใดๆ เลย ขอเพียงให้งานของตนเองเสร็จเท่านั้นเพื่อที่จะได้กลับบ้านหรือไปที่ไหนๆ ตามที่ใจปรารถนา…. ซึ่งทำนายได้เลยว่า บุคคลเหล่านั้นไม่มีทางหรือมีโอกาสน้อยมากในการได้รับความสำเร็จและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตน

Love : รักงานที่ทำ
ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า “คนเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะรักงานที่ทำอยู่ได้” พบว่าในยุคสมัยนี้การเลือกงานที่รักมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าการที่จะเลือกรักงานที่ทำ ดังนั้น “หากคุณไม่สามารถเลือกงานที่รักได้คุณก็ควรเลือกที่จะรักงานที่คุณทำ” เพราะความรู้สึกนี้เองจะส่งผลให้คุณมีความสุขกับงานของคุณขอให้คุณลองถามตัวเองว่าคุณรักงานที่ทำอยู่หรือไม่ แล้วคุณมีพฤติกรรมอย่างไรหากคุณมีความรู้สึกว่าคุณไม่รักงานที่ทำอยู่เลยและผลงานที่เกิดขึ้นของคุณเป็นอย่างไรบ้าง... บางคนเบื่อหน่ายกับชีวิต... ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม… ไม่มีเป้าหมายในการทำงาน ซึ่งย่อมแน่นอนว่าคุณคงไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของคุณเลย…พื้นฐานของความสำเร็จอยู่ที่ความรักในสิ่งนั้น เมื่อคุณมีความรักคุณจะมีความสุขกับงานที่ทำ ซึ่งจะทำให้คุณพยายามหาวิธีการต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าของงานที่ทำอยู่ตลอดเวลา และนั่นจะส่งผลให้คุณรู้จักวางแผนชีวิตและเป้าหมายความสำเร็จในการทำงานของคุณ

Organizing : จัดการเป็นเลิศ
การจัดการงานที่ดี จะทำให้คุณรู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนและหลังบ้าง สามารถจัดสรรเวลาและทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ การจัดการจะเป็นสิ่งผลักดันให้คุณต้องวางแผนและเป้าหมายการทำงานอยู่เสมอ ทั้งนี้คุณเคยสำรวจตัวเองบ้างหรือไม่ว่า คุณมีความสับสนและไม่สามารถทำงานได้เสร็จตามแผนงานที่กำหนดไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองจะเป็นเครื่องบ่งบอกว่าคุณขาดประสิทธิภาพในการจัดการงานของคุณ คุณไม่สามารถบริหารทรัพยากรต่างๆ ที่มีให้เกิดประสิทธิผลได้

Positive Thinking : คิดแต่ทางบวก
ความคิดทางบวกจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้คุณมองโลกในแง่ดี มีกำลังใจและพลังที่จะทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ประสบผลสำเร็จ คนที่มีความคิดทางบวกจะเป็นคนที่สนุกและมีความสุขกับงานที่ทำ แสวงหาโอกาสที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนผู้อื่นอยู่เสมอ… สำหรับผู้ที่มีความคิดในด้านลบอยู่ตลอดเวลา จะเป็นผู้ที่หมกมุ่นอยู่แต่กับปัญหาชอบโทษตัวเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ ขาดความคิดที่จะพัฒนาตนเองและงานที่ทำ… ในที่สุดผลงานที่ได้รับย่อมขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะเป็นผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน คุณควรประยุกต์ใช้หลักของการ “D-E-V-E-L-O-P” (ไม่หยุดยั้งการพัฒนา มุ่งเน้นความอดทน หลากหลายความสามารถ กระตือรือร้นอยู่เสมอ รักงานที่ทำ จัดการเป็นเลิศ คิดแต่ทางบวก) กล่าวโดยรวมก็คือ พัฒนาตนเองอยู่เสมอทั้งในด้านความคิด ความรู้ จิตใจ และการกระทำของตัวคุณ และนั่นเองจะส่งผลให้คุณมีความก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างที่ตั้งใจและมุ่งหวังไว้

กินอาหารคลีน (Clean Food) ดีต่อสุขภาพ


พักเบรกปันความรู้ของ  กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
ผู้แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)
นางสาวปนัสยา  เสียงก้อง
ตำแหน่ง : นักวิชาการคลัง

คุณลิขิต (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)
นางสาวสุภาพ   โม้หอชัย 
ตำแหน่ง :  เจ้าหน้าที่ธุรการ

ความรู้เกี่ยวกับ  : กินอาหารคลีน (Clean Food) ดีต่อสุขภาพ
หน่วยงาน : กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
CleanFood
          อาหารคลีน (Clean Food) คือ อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่างๆ หรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุดนั่นเอง อาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารที่สดสะอาดไม่ผ่านกระบวนการหมักดองหรือปรุงรสใดๆ มากจนเกินไป เช่น เค็มจัดหรือหวานจัด เป็นต้นอย่างอาหารประเภทอาหารสำเร็จรูปที่แช่ตู้เย็นนั่นคือตรงข้ามเลย เพราะอาหารเหล่านี้มักใส่สารกันเสียเข้าไปด้วยเพื่อให้สามารถเก็บได้นานขึ้น หรือขนมขบเคี้ยวที่จะมีแต่แป้งและสารปรุงรสและยังเต็มไปด้วยโซเดียมกับน้ำมัน การปรุงอาหารแบบคลีนไม่ใช่การเน้นทานผักเยอะๆ แต่เป็นการทานอาหารทุกหมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมคือ ต้องมีทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื้อสัตว์ที่ใช้ควรเลือกแบบที่ไม่ใช่สำเร็จรูปหรือผ่านการปรุงรสมาแล้วจะเห็นได้ว่า อาหารคลีนเป็นอาหารที่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งมาน้อย
หรือไม่ผ่านการปรุงแต่งเลย เน้นธรรมชาติของอาหารเป็นหลัก และอาหารคลีนยังมีสรรพคุณที่ดีสำหรับคนที่อ้วน คนที่มีน้ำหนักและไขมันมาก เพราะอาหารคลีนส่วนใหญ่ไม่ผ่านการปรุงแต่งสังเคราะห์ หรือหากจะมีการปรุงแต่งก็มีการปรุงแต่งที่น้อยถึงน้อยที่สุด ซึ่งจะมีผลดีต่อคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมัน และคนที่ใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง
สำหรับการเริ่มต้นการกินอาหารคลีน ต้องเริ่มต้นด้วยการไม่ยึดติดในรสชาติของอาหารแบบเดิมๆ ที่เราเคยรับประทาน เพราะการกินคลีนนั้นรสชาติจะเป็นรอง แต่จะให้ความสำคัญกับตัวอาหารที่ไม่เน้นการปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เพื่อให้การกินอาหารคลีนได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย และผลพลอยได้ทำให้สุขภาพดีในระยะยาว ไม่เจ็บป่วยง่าย ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าอาหารคลีนนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของคนรักสุขภาพ ที่ต้องการสรรหาแต่สิ่งดีๆ ให้กับตนเอง เพราะอาหารคลีนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรานั่นเอง

ปรับตัวให้เข้ากับการทานอาหาร
อย่างแรกต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าถึงกับตัดขาดอาหารบางประเภทที่คุณชอบ เพียงแค่ลดปริมาณให้น้อยลงเรื่อยๆ จนคุณเริ่มคุ้นชินกับอาหารประเภทคลีน เพราะการลดอาหารปกติอย่างฉับพลันอาจจะมีผลเสียย้อนกลับมาอย่างเช่น รู้สึกไม่มีแรง หิวง่าย และมีอาการหงุดหงิดตลอดเวลา ทำให้การใช้ชีวิตคุณแย่ลง ซึ่งไม่ใช่การทานเพื่อสุขภาพแน่นอน เลือกอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอ ควรเลือกทานอาหารสดใหม่ ในมื้ออาหารประจำวันของคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เพราะจะทำให้คุณค่าทางสารอาหารเหล่านั้นอยู่ครบถ้วน รวมไปถึงผลไม้ตามฤดูกาล ก็เป็นอาหารที่ให้คุณค่าและดีต่อสุขภาพ อีกทั้งยังสดใหม่เช่นกันและกินอาหารสามมื้อไม่มีการอด ลองจัดเมนูให้เหมาะกับตัวเอง  และจัดตารางกินอาหารคลีนอย่างต่อเนื่องเริ่มจาก 1 เดือน พร้อมออกกำลังกายไปด้วย นอกจากจะรู้สึกดีกับตัวเองแล้วยังมีผลดีกับสุขภาพแน่นอน

สเต๊กปลาดอลลี่
ปลาดอลลี่หมักเกลือ Low Sodium นำไปย่างบนกระทะเทฟล่อน พอสุก โรยพริกไทยกินกับข้าวกล้อง 1 - 2 ทัพพี และผักต้ม


ข้าว (ไม่มัน) ไก่
หุงข้าวกล้องกับน้ำซุปผัก (ใส่เห็ดนางฟ้า) อกไก่ลอกหนังและไขมันออกให้หมดนำไปต้มหรือนึ่ง
น้ำจิ้ม เต้าเจี้ยว (ล้างน้ำออกเอาแต่เม็ด) ขิงแก่ พริกขี้หนู มะนาว น้ำหวานดอกมะพร้าว ซีอิ๊วดำ และน้ำเปล่า โขลกรวมกัน ชิมรสตามชอบ
น้ำซุปผัก ต้มน้ำเปล่ากับรากผักชีทุบ หัวไชเท้า ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ ซีอิ๊ว เน้นลดเกลือ

 
 

เมนูแนะนำเพิ่มเติม
1. ราดหน้าไก่ผักรวม
2. แกงส้มมะละกอกุ้ง
3. กะเพรากุ้ง
4. ผัดเปรี้ยวหวานกุ้ง
5. ผัดพริกแกงเขียวหวานไก่
6. ขนมจีนน้ำยาปู
7. ผัดพริกแกงไก่
8. ข้าวคลุกน้ำพริกปลาทูห่อไข่
9. ผัดพริกแกงถั่วฝักยาว
10. ผัดพริกแกงถั่วฝักยาวกุ้ง

ลดปริมาณน้ำตาลลง
โดยพยายามลดและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีการเติมแต่งน้ำตาลลงไป อาหารต่างๆ โดยธรรมชาติแล้วส่วนใหญ่จะไม่มีส่วนของน้ำตาลผสมอยู่ ถ้าหากต้องการทานอาหารรสหวานแนะนำให้เลือกทานผลไม้ต่างๆ ที่มีรสหวาน ดีกว่าการทานอาหารที่มีส่วนผสมของสารที่ให้รสหวานผสมอยู่ แต่ถึงจะเป็นผลไม้ ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ

เน้นการดื่มน้ำเปล่าให้มาก
ดื่มน้ำสะอาดในแต่ละวันให้เพียงพอ สังเกตสีของปัสสาวะให้ใกล้เคียงใสมากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะกินได้แต่น้ำเปล่าอย่างเดียว ก็สามารถดื่มน้ำชาสมุนไพรหรือชาเขียวแทนน้ำได้ และน้ำชาพวกนี้ยังช่วยชำระล้างร่างกายแบบธรรมชาติได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถปรุงรสชาติด้วยมะนาวหรือรสชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำตาล ยังสามารถทำได้ เช่น การนั่งทานอาหาร

จัดให้อาหารที่ทานมีความสมดุล
อย่าตัดคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน แต่พยายามปรับให้เหมาะสม ช่วยสร้างรสชาติอาหาร และเป็นพลังงานชั้นดีต่อร่างกาย อีกอย่างไขมันแหล่งดีๆ มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไขมันจากปลา หรือถั่วต่างๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการนั่งทานอาหารที่มีประโยชน์เต็มไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตส่วนหนึ่ง ไขมันเล็กน้อยและผัก

เลือกทานแป้งได้ตามเหมาะสม
สามารถทานขนมปังอบในช่วงการทานเพื่อสุขภาพได้ เพียงแค่ลองเปลี่ยนแป้งปกติที่ใช้ในสูตรการทำเล็กน้อย โดยหันมาใช้แป้งอัลมอนด์ แป้งมะพร้าว แป้งข้าวกล้อง และแป้งข้าวโอ๊ตเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในขนมปังอบและยังคงความอร่อยเหมือนเดิม โดยอาจจะอบให้มีรสชาติฟักทอง ผลไม้ตากแห้ง แป้งมีหลากหลายชนิดให้
เลือกเพื่อนำมาใช้ทำอาหาร ซึ่งแต่ละชนิดก็มีคุณค่าทางโภชนาการที่ต่างกันออกไป รู้จักสังเกตส่วนผสมให้มากขึ้น เวลาเลือกซื้อสินค้าควรเดินให้ทั่วร้านค้าอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ มีความแตกต่างกัน แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือการจัดโซนเป็นส่วนของสด เช่น ผักสด เนื้อสด ผลไม้ต่างๆ เพราะฉะนั้นโซนรอบนอกของซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จึงเป็นดินแดนของคนรักสุขภาพ เพราะฉะนั้นในระหว่างการเดินเลือกซื้ออาหารเข้าบ้าน ควรหักห้ามใจเมื่อได้เดินผ่านอาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามหรือจะเป็นตู้แช่อาหารสำเร็จรูป ให้หลีกเลี่ยงซะ อาหารส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตในกระบวนการอุตสาหกรรมและบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นกระบวนการผลิตและอาหารได้ แต่ก่อนที่จะควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารพวกนั้น ควรจะอ่านดูฉลากที่บรรจุภัณฑ์ก่อนว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างในนั้น หลักการง่ายๆ ที่ดี คือ ถ้าไม่รู้จักส่วนผสมที่ผสมอยู่ในอาหารที่กำลังจะซื้อไปรับประทานนั้นให้หลีกเลี่ยงการทานจะดีกว่า

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การสวดมนต์


แบ่งปัน (เล่าให้ฟัง)                                  
คุณ สุภรา  หอมไชยแก้ว                              
ตำแหน่ง  นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ    
คุณลิขิต (จด-ประมวล-กลั่นกรอง)           
คุณ สุปรียา  นวลจริง
ตำแหน่ง : นักวิชาการคลังปฏิบัติการ

หน่วยงาน  สำนักงานคลังเขต ๙
ความรู้ที่แบ่งปัน  :  การสวดมนต์
การสวดมนต์นั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับทุกคนในยุคนี้  สะดวกมากในทุกเพศ  ทุกวัยและไม่ใช่เรื่องของคนแก่อีกต่อไปเหมือนที่เคยเป็น  และเราเข้าใจผิดกันอย่างนั้น บทสวดมนต์ต่างๆ  มีการเผยแพร่ออกมามากมายในรูปแบบต่างๆ ที่เห็นกันและได้ยินกันจนเคยชินมากมายจนกระทั่งในปัจจุบัน  การสวดมนต์เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเด็กหรือวันรุ่น ก็หันมาสนใจการสวดมนต์กันมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ก่อนนอนด้วยบทสวดตามปกติจนไปถึงคาถาชินบัญชร  บทสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก  และบทสวดอื่น ๆ  อีกมากมาย
พุทธฤทธิ์ พิชิตภัย
สวดให้ขลังด้วยกำลัง 5 ประการ
การสวดมนต์เพื่อป้องกันภัยนั้น  จะเกิดอานุภาพมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในบทสวดและความตั้งใจของผู้สวดเป็นสำคัญ  เพราะพุทธมนต์แต่ละบทล้วนมีพลังอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ว่าใครจะสามารถนำออกมาใช้ให้เกิดผลได้มากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น  หัวใจของการปลุกพุทธมนต์ให้เกิดฤทธานุภาพนั้น  มี  อยู่  5  ประการ  เรียกว่า  พละ  5  คือ

1. ต้องมีศรัทธา คือ มีความเชื่อมั่นในอานุภาพของพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในอานุภาพของบทสวด เชื่อมั่นในอานุภาพแห่งความดี เชื่อมั่นว่าการสวดมนต์เป็นการทำความดี และเชื่อมั่นว่าเมื่อตนทำความดีด้วยการสวดมนต์แล้ว ความดีจักคุ้มครองตนให้ปลอดภัย ทำให้ชีวิตมีความสุขและคิดให้เป็นสุขได้
2. ต้องมีวิริยะ คือ มีความเพียร ตั้งใจทำ ไม่ทำด้วยความเกียจคร้าน
3. ต้องมีสติ คือ ในขณะสวดต้องมีสติรักษาใจให้จดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่ปล่อยใจลอยไปคิดเรื่องอื่น คนที่สวดแต่ปาก แต่ใจลอยไปที่อื่น การสวดมนต์ก็เปล่าประโยชน์
4. ต้องมีสมาธิ คือ ขณะสวดพึงรักษาจิตให้ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับการสวดเท่านั้น ถ้าผู้สวดสามารถรักษาสติให้อยู่กับบทสวดได้นานเท่าไร สมาธิก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จิตที่มีสมาธิมาก ย่อมมีพลังในการปลุกเสกพระพุทธมนต์ให้เกิดอานุภาพได้มาก
5. ต้องมีปัญญา หมายถึง ต้องสวดด้วยความเข้าใจ คือ ในขณะ สวดมนต์ก็ให้พิจารณาทำความเข้าใจในเนื้อหาของบทสวดไปด้วย เพราะเมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจที่ประกอบด้วยเหตุผลแล้ว ก็จะเป็นแรงหนุนให้มีศรัทธามากขึ้น เมื่อศรัทธามากขึ้น ก็ทำให้มีวิริยะมากขึ้น เมื่อวิริยะมากขึ้น สติก็มากขึ้น เมื่อสติมากขึ้นก็เกื้อหนุนให้สมาธิแก่กล้าขึ้น เมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้น ปัญญาก็ เฉียบแหลมยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในพระพุทธมนต์ก็จะซึมซาบเข้าสู่จิตใจ ก่อให้เกิดพลานุภาพคุ้มครองตนเองได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง แต่สำหรับบางคนที่กำลังเริ่มจะสวดมนต์ ยังไม่เคยทราบว่านอกการได้สติ ได้จิตใจที่สงบสุขมาแล้ว สิ่งทีเราสวดมนต์นอกเหนือจากนั้นคือ "อานิสงค์จากการสวดมนต์" หรือผลที่ได้รับจากการสวดมนต์ว่ามีอะไรอย่างไร
อานิสงส์การสวดมนต์ 15 ประการ
ผู้ที่สวดมนต์ด้วยความตั้งใจจริงแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ คือผลความดี มากมายดังต่อไปนี้
1. ทำให้สุขภาพดี การสวดมนต์ออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เมื่อปอดทำงาน เลือดลมก็เดินสะดวก เมื่อเลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระฉับกระเฉง

2. คลายความเครียด ขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่กับบทสวด สมองไม่ได้คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย
3. เพิ่มพูนศรัทธาในพระรัตนตรัย บทสวดแต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เมื่อสวดบ่อย จิตก็จะยิ่งแนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย
4. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะสวดต้องใช้ความอดทนเพื่อเอาชนะอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ตลอดถึงอารมณ์ฝ่ายต่ำทั้งหลายมีความเกียจคร้าน เป็นต้น ยิ่งสวดบ่อย ความอดทน ก็จะมีมากยิ่งขึ้น
5. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะสวดจิตจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปที่อื่นจึงทำให้จิตสงบและเกิดสมาธิมั่นคง
6. บุญบารมีเพิ่มพูน ในขณะสวดมนต์ จิตใจย่อมปราศจากกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเกิดบุญบารมี บุญบารมีนี้ เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่เราต้องการ
7. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์ เป็นการส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธในใจให้เบาบางและลดน้อยลง    ทำให้จิตใจปราศจากความโกรธ และพบแต่ความสุข
8. เกิดความเป็นสิริมงคล การสวดมนต์เป็นการทำความดีไปพร้อมกันทั้งทางกาย วาจา ใจ การทำดี พูดดี คิดดี ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง
9. เทวดารักษา ผู้ที่ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา และการที่เราได้แผ่เมตตาให้แก่เทวดานั้น ก็ยิ่งจะเป็นที่รักของเทวดามากขึ้น
10. ปัญญาเกิด การสวดมนต์พร้อมคำแปล ทำให้ได้รู้และเข้าใจถึงความหมายของบทสวดนั้น
11. ผิวพรรณผ่องใสและมีเสน่ห์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจของผู้สวดสดชื่นเบิกบาน จิตที่สดชื่นเบิกบานย่อมส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นมิตรรักใคร่เอ็นดู
12. ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้เป็นมิตรยิ่งรักใคร่
13. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง
14. ทำให้ดวงดี แก้ไขเคราะห์ร้าย ปัดเป่าเสนียดจัญไร เพราะดวงชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ ใครทำดี ดวงชะตาย่อมดี ใครทำชั่ว ดวงชะตาก็ตก การสวดมนต์เป็นการทำดีที่สามารถเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นได้
15. ครอบครัวและสังคมสงบสุข ที่พ่อบ้าน แม่บ้าน สวดมนต์อยู่เป็นประจำ และสอนให้บุตรหลานได้สวดมนต์ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และการที่จะไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่มี มีแต่จะทำให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นสุข สงบ ร่มเย็น และยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นอีกด้วย